การปรับปรุงอาคารเพื่อให้เกิดความปลอดภัยจากอัคคีภัย


เนื่องจากความล้าหลังของกฎหมายและมาตรฐานความปลอดภัยในอาคาร ทำให้อาคารสาธารณะ อาคารสูง และ อาคารขนาดใหญ่ ในประเทศไทย ส่วนใหญ่ ไม่ปลอดภัย และเสี่ยง ต่อการสูญเสีย ชีวิตจาก อัคคีภัย ทั้งนี้อาจจะเนื่องมาจาก ความไม่เข้าใจปัญหา เพราะ เรื่องของ อัคคีภัย เป็นเรื่อง ที่เกี่ยวข้อง กับเทคนิค และการก่อสร้าง เป็นเรื่องสาธารณะที่ต้องเสียสละ ต้องเสียเงิน และ ไม่ได้ สร้างรายได้ โดยตรง หรือ ที่เห็น ได้ชัดเจน ยิ่งในภาวะเศรษฐกิจเป็นเช่นนี้ ก็ยิ่งพูดกันยาก เรื่องความปลอดภัยจึงมักจะเป็นเรื่องที่อยู่ท้ายๆเสมอ

เหตุ ของ การเกิด อัคคีภัยส่วนมากเกิดจากการต่อเติมภายในอาคาร การนำวัสดุติดไฟ การนำก๊าซและสารไวไฟเข้ามาในอาคาร และ ตามที่มักจะเข้าใจว่า อัคคีภัย เกิดจากไฟฟ้า ลัดวงจรนั้น โดยความเป็นจริงพบว่า มีสถิติของ เหตุอัคคีภัย จากไฟฟ้าลัดวงจรจริงเพียง 2-3 % เท่านั้น

อัคคีภัย มักจะเกิดจาก ความประมาท และเมื่อเกิดขึ้นแล้วก็มักจะลุกลามไปอย่างรวดเร็ว เนื่องจาก อาคารเก่ามักจะมีวัสดุที่ติดไฟได้ง่าย เช่น เคร่าไม้ ไม้อัด รวมทั้งเฟอร์นิเจอร์ พรม ผ้าม่าน กระดาษ กองวัสดุ และมีสาเหตุอันเนื่องมาจากการขาดการดูแลอาคารที่ดี อาคาร ส่วนใหญ่ เจ้าของ มักจะสนใจเฉพาะช่วงก่อสร้าง แต่ไม่สนใจดูแลอาคาร สร้างเสร็จแล้ว ก็แล้วกัน อาคารจำนวนมาก เมื่อลองเดินสำรวจ จะ สงสัยว่าอยู่กันได้อย่างไร

อาคารราชการ เนื่องจากไม่ต้องผ่านขั้นตอนการขออนุญาตก่อสร้างอาคาร กลับกลาย เป็นตัวอย่างของอาคาร ที่ไม่ปลอดภัยจำนวนมาก แม้กระทั่ง อาคารของ กระทรวงมหาดไทย กรมโยธาธิการ สำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่ง ล้วนแล้วแต่ เป็นหน่วยงาน ที่กำกับ ดูแล ทางด้าน ความปลอดภัย ก็เป็นอาคารที่ไม่ปลอดภัย ในเมื่อเป็นเช่นนี้ จึง สร้าง ความลำบาก ที่จะไปบอกให้ อาคารเอกชน ต้องมี มาตรฐาน ความปลอดภัย ส่วน พรบ.ควบคุมอาคาร ก็ควบคุมเฉพาะการก่อสร้างอาคาร ไม่ได้ควบคุมการใช้อาคาร กฎหมาย ยังมีข้อจำกัด ในเรื่องทางเทคนิค เนื่องจากเรื่องทางเทคนิคมีรายละเอียดมาก มีศัพท์เทคนิค ซึ่งบางครั้งก็ไม่มีใน สมุดคำศัพท์ ของ ราชบัณฑิตฯ กฎหมาย จึงกำหนดได้เฉพาะ หลักการ กว้างๆ และมีข้อกำหนดทางด้านเทคนิคเท่าที่จำเป็นเท่านั้น เพราะ เมื่อกำหนด แม้แต่ ในระดับกฎกระทรวง แล้ว การแก้ไขก็จะทำได้ยาก เพราะต้องผ่านขั้นตอนของกฤษฎีกา ส่วนประกาศ กระทรวง ซึ่งเจ้ากระทรวง เป็นผู้มีอำนาจออก ก็ต้องได้รับอำนาจ จาก กฎกระทรวงที่ระบุไว้ให้เจ้ากระทรวงเป็นผู้ออกประกาศในเรื่องนั้นเท่านั้น นับว่าเป็นกฎหมาย ในระดับที่ รองลงมาและจะต้องไม่ขัดกับกฎหมายในระดับสูงขึ้นไป ในทางปฏิบัติ จึงมีการนำมาตรฐานมาใช้อ้างอิงอีกด้วย การลุกลาม ของไฟอาศัยไป ตามช่องฝ้าเพดาน ช่องท่อสุขาภิบาล ท่อระบายอากาศ ท่อแอร์ บันได ช่องลิฟต์ และช่องเปิดต่างๆ ที่เป็นช่องอากาศ โดยอาศัย ปรากฏการณ์ปล่องไฟ และ เปลวไฟ จะเดินทางข้ามจาก ที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง ข้ามจากชั้นหนึ่ง ไปยังอีกชั้นหนึ่งได้ เสมือน เปลวไฟนั้นมีชีวิต นอกจากนี้ไฟยังไม่จำเป็นต้องลามขึ้นสู่ด้านบนเท่านั้น ไฟยังลามลงล่าง ได้ด้วย หากมี ความร้อนสูง และ มีความดันของ ก๊าซที่ร้อน

รูปที่ 1 ตัวอย่างการลุกลามของไฟผ่านตามช่องบันได ช่องลิฟท์ และช่องเปิดต่างๆ กรณีไฟไหม้โรงแรมรอยัล จอมเทียน พัทยา

การที่มีผู้เสียชีวิต ส่วนใหญ่ก็มักจะเสียชีวิตเนื่องจากการสูดควันไฟที่ประกอบด้วยคาร์บอนมอนอกไซด์ คาร์บอนไดออกไซด์คลอรีน และ สารพิษ ที่เกิดจากการเผาไหม้ เนื่องจากหนีไม่ทัน และไม่มีระบบการควบคุมควันไฟ

ก๊าซพิษที่เกิดจากการเผาไหม้ มักจะเกิดจากวัสดุสังเคราะห์ พลาสติก ไฟเบอร์พลาสติก พีวีซี โฟม ซึ่งจะพบมากในพวกวัสดุตกแต่ง เช่น ในศูนย์การค้า สวนสนุก บางแห่งมีการนำไฟเบอร์พลาสติกหรือที่เรียกกันว่าไฟเบอร์กลาสมาใช้ทำช่องแสงห ลังคา เมื่อติดไฟ ไฟเบอร์พลาสติก นี้จะกลายเป็น หยดลูกไฟตกลงมา หากถูกอะไรก็จะทำให้สิ่งนั้นติดไฟต่อไปอีก หรือ ในโรงแรม ที่ใช้พรม และ ผ้าม่าน รวมทั้งเครื่องนอน ที่ติดไฟ และ ก่อให้เกิดก๊าซพิษ

อาคารที่ ปลอดภัย จะต้อง เป็นอาคารที่มีระบบการแบ่งพื้นที่ป้องกันที่ดี มีทางหนีไฟที่ดี มีระบบการควบคุมควันไฟที่ดี และ มีระบบป้องกัน อัคคีภัยที่ดี สมบูรณ์ ในทุกๆด้านตามที่ท่าน ได้อบรมกันมา ทั้งหมดในหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นเรื่องยาก อย่าว่าแต่อาคารเก่าเลย แม้แต่ อาคารใหม่ บางท่านก็ยังบอกว่าการที่จะทำให้มีระบบป้องกันอัคคีภัยที่สมบูรณ์ นั้นก็เป็นไปได้ยาก ดังนั้น เป้าหมายของ การดำเนินการ เพื่อให้ อาคารมีมาตรฐาน ความปลอดภัย ที่สูงขึ้นโดยเฉพาะ อาคารเก่า นั้น จึง ต้องอยู่ในเกณฑ์ ที่ยอมรับได้ และ เป็นไปได้ ในทางปฏิบัติ ยกเว้นเรื่องสำคัญๆที่เกี่ยวกับตัวอาคารที่จะต้องทำให้ได้ คือ เรื่องผนังกันไฟ ทางหนีไฟ และบันไดหนีไฟ ที่เป็นเรื่องที่ จะต้องปฏิบัติ ให้ถูกต้อง เพราะ หากขาดองค์ประกอบของความปลอดภัยที่ว่านี้ จะถือว่าอาคารนั้นปลอดภัยไม่ได้เลย เป็นที่น่าเสียดาย ที่ ทางราชการ เพิ่งจะเริ่มมาให้ความสำคัญกับอาคารเก่าที่ไม่ปลอดภัย โดยมีสาเหตุมาจากเหตุอัคคีภัยที่โรงแรมรอยัล จอมเทียน พัทยา ซึ่งหากไม่มีเหตุการณ์นี้และ ไม่มีผู้เสียชีวิตกว่า 90 คนที่มีเจ้าหน้าที่ระดับสูงเสียชีวิตด้วย ก็ยังอาจจะ ยังไม่มี อะไรเกิดขึ้น และ ก็เป็นที่น่าเสียดาย ที่มาตรการต่างๆที่กำลังจะดำเนินการกันอยู่นี้ เกิดขึ้นในช่วงภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำสุดขีด จึงทำให้ เป็นอุปสรรค อย่างมากต่อ การดำเนินมาตรการ เนื่องจาก การปรับปรุงอาคาร จะต้องมีการลงทุนเพิ่ม เป็นการลงทุนเพื่อความปลอดภัย แต่ไม่รู้จะเอาเงิน ที่ไหนมา เพราะคอนโดมิเนียมซึ่งส่วนใหญ่ไม่ปลอดภัย แม้แต่เงินค่าบริการส่วนกลาง ค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ก็ยังจัดเก็บไม่ค่อยจะได้อยู่แล้ว

แนวทางการปรับปรุงอาคารเก่า

ดังที่ได้กล่าวแล้วว่า อาคารเก่า จำนวนมากไม่ปลอดภัย และการปรับปรุงอาคารเหล่านี้ให้มีมาตรฐานความปลอดภัยที่ดี มักจะเป็นเรื่องยาก ในบางกรณีก็ทำไม่ได้ และมักจะมีค่าใช้จ่ายที่สูง เนื่องจาก อุปสรรคทางด้านโครงสร้างอาคาร หรืออาคารยังใช้งานอยู่ และ ในขณะที่ ดำเนินการก็ต้องระวังไม่ให้มีการเชื่อม ไม่มีสีหรือทินเนอร์ในปริมาณมากและไม่ให้คนงานสูบบุหรี่ ภายในอาคาร ที่อาจจะเป็น สาเหตุ ของ อัคคีภัยได้

นอกจากนี้ ยังมีปัญหาที่กฎหมายเดิมไม่เอื้ออำนวยให้มีการปรับปรุงอาคารและ ถือว่าเป็นการดัดแปลงอาคาร และ หากเข้าข่าย การดัดแปลง อาคาร ทำให้การปรับปรุงต้องทำตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 33 (พ.ศ.2535) และ กฎกระทรวงฉบับที่ 50 (2540) ทันที รวมทั้ง ข้อกำหนดอื่นๆ ที่ทำให้อาคารเก่าที่มีการดัดแปลงต้องถูกรื้อทิ้งโดยปริยาย ใน ปัจจุบัน กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย สำนักงานป้องกันอุบัติภัยแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี และกรุงเทพมหานครฯ กำลังดำเนินการให้มีการตรวจสอบอาคาร และในอนาคต กรมโยธาธิการ ยังจะดำเนินการให้มีมาตรการต่ออายุการใช้งานของอาคาร โดยจะต่ออายุให้ต่อเมื่อผลการตรวจสอบอาคารพบว่าอาคารนั้นปลอดภัย ซึ่งในปัจจุบันเฉพาะอาคาร ประเภท โรงแรมที่ต้องมีการต่อใบอนุญาตประจำปีเท่านั้น

ในเมื่ออาคารเก่าที่มีอยู่เป็นจำนวนมากไม่ปลอดภัย และกำลังจะมีมาตรการบังคับให้อาคารเหล่านี้ ต้องปรับปรุงระบบความปลอดภัย จึงต้องมีการศึกษาวิธีการในการปรับปรุง บนพื้นฐานของหลักวิชาการประกอบกับความเป็นไปได้ ซึ่งยากกว่า การดำเนินการ สำหรับอาคาร ที่ออกแบบใหม่ เพราะหากไม่มีการพิจารณาในลักษณะนี้ ก็จะไม่ได้รับการยอมรับและความร่วมมือจาก เจ้าของอาคาร และ อาจ จะถูกมองว่า เป็นมาตรการที่เปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่ประพฤติมิชอบอีกทางหนึ่งได้

บทความนี้ ได้นำเสนอตัวอย่างของปัญหาความปลอดภัยในอาคารเก่าพร้อมทั้งแนวทางแก้ไขปรับปรุง บน พื้นฐาน ของหลักวิชาการ ประกอบกับ ความเป็นไปได้ ดังที่ได้กล่าวแล้ว และหวังว่า ในอนาคตจะได้มีการพัฒนาบทความลักษณะนี้ประกอบกับกรณีศึกษาต่อไป จนสามารถนำไปใช้เป็นบรรทัดฐานสำหรับการปรับปรุงอาคารเก่าที่มีอยู่เป็นจำนวน มากต่อไป

นโยบายความปลอดภัยจากอัคคีภัย

เนื่องจากความยากลำบากในการดำเนินการปรับปรุงและการที่ต้องใช้งบประมาณ ทำให้การดำเนินการมักจะมีอุปสรรค โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อผู้บริหารและเจ้าของอาคารไม่ได้เข้ามารับรู้และฝ่ายช่างหรือผู้รับผิดชอบต้องขอความเห็นชอบจากผู้บริหารหรือเจ้าของอาคารอยู่ตลอด เวลา ดังนั้น เพื่อให้การดำเนินการปรับปรุงมีแนวทางที่ชัดเจน และ มีความมั่นคง จึงควรกำหนด นโยบายความปลอดภัยจากอัคคีภัย ( FIRE POLICY ) ไว้ตั้งแต่เริ่ม โครงการ โดยให้ผู้บริหารลงนามรับรองไว้ด้วย ถือว่าเป็นการรับรู้ และ เป็นการทำความตกลง ในการดำเนินการปรับปรุงอาคาร ให้ปลอดภัย ขั้นตอนนี้ นับว่าเป็นขั้นตอนที่สำคัญ และได้ช่วยให้หลายๆโครงการที่มีความยุ่งยาก สามารถฟันฝ่าความยุ่งยากและอุปสรรคต่างๆไปได้ จน ประสบความสำเร็จ มาแล้ว การดำเนินการ ปรับปรุงอาคาร ทางด้าน ความปลอดภัยนี้ จะต้องเด็ดขาด ชัดเจน และจะดำเนินการแบบครึ่งๆกลางๆไม่ได้ (ตามตัวอย่างที่แนบท้ายมานี้)

การสำรวจ

การสำรวจอาคารมีจุดประสงค์เพื่อให้ได้ข้อมูลดังนี้คือ 1. สถานะของอาคารทางด้านความปลอดภัยจากอัคคีภัย 2. ข้อแนะนำในการปรับปรุงอาคาร 3. งบประมาณในการปรับปรุง

นอกจากนี้ ยังอาจจะรวมถึงแผนงานด้วย ข้อมูลต่างๆเหล่านี้เป็นข้อมูลที่จำเป็นในการกำหนดนโยบายความปลอดภัย การตัดสินใจและการจัดหางบประมาณรวมทั้งการกำหนดขั้นตอนการทำงาน ในกรณีที่มีงบประมาณจำกัด ก็สามารถที่จะเลือกดำเนินการในส่วนที่มีความสำคัญก่อนหลังได้ ในอนาคต เมื่อมีกฎหมายบังคับให้มีการตรวจอาคารก่อนการขออนุญาตต่ออายุอาคาร ก็เท่ากับการให้มีการสำรวจอาคารประจำปี หรือเมื่อการประกันภัยเป็นระบบมากขึ้น ก็จะต้องมีการสำรวจก่อนที่จะกำหนดค่าเบี้ยประกัน อาคารที่ผ่านการตรวจ ยังไม่ใช่เครื่องประกันว่าอาคารนั้นปลอดภัย และจะต้องมีการดูแลให้ระบบความปลอดภัยต่างๆ อยู่ในสภาพที่ใช้งานได้ตลอดเวลาด้วย โดยประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 103 ระบุว่าสถานประกอบการที่มีพนักงานเกินกว่า 50 คน จะต้องมีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยที่ผ่านการอบรมจากกรมสวัสดิภาพและคุ้มครองแรงงานประจำสถานประกอบการด้วย เพื่อให้ทำหน้าที่ดูแลในด้านความปลอดภัยประจำวัน และประสานงานกับผู้เกี่ยวข้องเมื่อเกิดเหตุ ในขณะนี้ กรุงเทพมหานครก็กำลังดำเนินการขึ้นทะเบียนผู้ตรวจอาคาร และได้ขอให้สมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยฯช่วยเหลือในการจัดทำแบบการตรวจอาคาร รวมทั้งการจัดการอบรมให้กับผู้ตรวจอาคาร ดังนั้นจึงคาดว่าจะต้องมีอาคารเก่าที่จะต้องปรับปรุงเป็นจำนวนมาก บทบาทของกรมการประกันภัยและสมาคมประกันวินาศภัยในอนาคต ก็จะต้องมีมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เกี่ยวกับการกำหนดเบี้ยประกันที่จะต้องมีหลักเกณฑ์ ไม่ทำตัวเป็นเพียงนายหน้ารับประกันอย่างปัจจุบัน รวมทั้งการที่จะให้มีการประกันภัยบุคคลที่ 3 มาตรการตรวจอาคารจะสามารถเข้ามาเสริมในการคำนวณค่าเบี้ยประกันในอนาคต

กฎกระทรวงฉบับที่ 47

สาระสำคัญในการปรับปรุงอาคารเก่า ตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงฉบับที่ 47(พ.ศ.2540) มีดังนี้

1. บันไดหนีไฟ

เป็นที่ทราบกันดีว่า อาคารที่ปลอดภัยนั้น ต้องเริ่มจากการที่อาคารนั้นมีโครงสร้างที่ปลอดภัยเสียก่อน และระบบป้องกันอัคคีภัยต่างๆนั้น เป็นเพียงระบบเสริมความปลอดภัยและช่วยอุดช่องโหว่ในส่วนของโครงสร้างที่อาจจะไม่สมบูรณ์เท่านั้น หัวใจที่สำคัญมากที่สุดในส่วนของความปลอดภัยของตัวอาคาร ประกอบด้วย 1. การทนไฟของโครงสร้างอาคาร 2. การจัดให้มีพื้นที่ป้องกัน 3. การติดไฟของวัสดุประกอบอาคาร 4. ทางหนีไฟ 5. บันไดหนีไฟ ทั้งนี้ บันไดหนีไฟ เป็นเรื่องที่มักจะถูกหยิบยกขึ้นมาอยู่เสมอ เนื่องจาก ทุกคนใช้บันได และบันไดในอาคารจำนวนมากล้วนแต่มีปัญหา

รูปที่ 2 ปัญหาบริเวณทางหนีไฟ

ปัญหา ของบันไดหนีไฟในอาคารสูงและอาคารขนาดใหญ่ เกิดจากการที่สถาปนิกไม่ได้ให้ความสำคัญกับการใช้งานของบันไดหนีไฟ ที่ต้องใช้งานได้เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน ส่วนใหญ่จะออกแบบตามที่กฎหมายควบคุมอาคารกำหนดไว้เท่านั้น เป็นการออกแบบโดยการตีความตามกฎหมายโดยไม่ได้พิจารณาจุดประสงค์ของการใช้งาน ของบันไดหนีไฟ จึงพบว่า มีบันไดหนีไฟ และบันไดที่ไม่มีการปิดล้อม บันไดไม่ได้ขนาด การเปิดประตูขวางการหนีไฟ ไม่มีการป้องกันควันเข้าสู่บันได ประตูหนีไฟไม่ได้มาตรฐาน การเกิดอัคคีภัย ไม่ว่าจะเป็นที่โรงแรมเฟิร์ส หรือโรงแรมรอยัลจอมเทียน และในอีกหลายครั้งที่ผ่านมา พบว่า บันได กลายเป็นปล่องไฟ และเป็นช่องทางให้ควันไฟและความร้อนขึ้นสู่ชั้นต่างๆของอาคารได้อย่างรวดเร็ว จากการสำรวจของกรุงเทพมหานครฯ และเทศบาลในจังหวัดต่างๆ พบว่า ยังมีอาคารสูงและอาคารขนาดใหญ่ที่ไม่ปลอดภัยอยู่อีกเป็นจำนวนมากนับพันหลัง และผลการสำรวจพบว่าเกือบทั้งหมด มีบันไดและบันไดหนีไฟที่ไม่ปลอดภัย อาคารเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นอาคารเก่า และสร้างก่อนกฎกระทรวงฉบับที่ 33(2535) จะบังคับ จึงไม่ได้มาตรฐาน และยากต่อการแก้ไขปรับปรุงให้ปลอดภัย นอกจากนี้ การเพิ่มบันไดหนีไฟล้ำออกมานอกอาคาร ยังอาจจะไปเข้าข่ายการดัดแปลงอาคารอีกด้วย กรมโยธาธิการได้เห็นความสำคัญในข้อนี้ จึงได้ออกกฎกระทรวงฉบับที่ 47 โดยมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 3 ตุลาคม 2540 กำหนดให้อาคารจะต้องมีบันไดหนีไฟ และการติดตั้งบันไดหนีไฟไม่ถือว่าเป็นการดัดแปลงอาคาร พร้อมทั้งแนะนำให้ทำการปิดล้อมบันได และช่องท่อแนวดิ่งต่างๆ บันไดหนีไฟคือองค์ประกอบที่สำคัญของทางหนีไฟ ซึ่งมีหลักการว่าจะต้องต่อเนื่อง เป็นพื้นที่ปลอดภัย ที่สามารถใช้หนีไฟออกสู่นอกอาคารได้อย่างปลอดภัย หลักการนี้ นับว่าเป็นหลักการพื้นฐานและเข้าใจกันโดยทั่วไป แต่ก็ยังมักมีการหลีกเลี่ยงและทำเสมือนหนึ่งไม่เข้าใจในหลักการนี้ ด้วยการกั้นห้องขวางบันได เอาประตูหนีไฟไปไว้ในห้อง มีทางหนีไฟผ่านห้องครัว ห้องเก็บของ ซึ่งเป็นอุปสรรคกับการหนีไฟ ดังบทเรียนที่โรงแรมรอยัลจอมเทียน ซึ่งประตูห้องเก็บของถูกล็อกด้วย เนื่องจากกลัวของหาย การหนีไฟจะต้องหนีลงสู่ชั้นล่างของอาคาร เนื่องจากการหนีไฟทางอากาศนั้นมีความเสี่ยงสูง และช่วยคนได้เพียงไม่กี่คน บันไดหนีไฟที่ดีที่สุด คือบันไดมาตรฐานปกติที่มีชานพัก ทุกระดับความสูงไม่เกิน 3 เมตรนั่นเอง และสำหรับประเทศไทย ซึ่งเป็นประเทศที่ไม่มีปัญหาอากาศหนาวจัดหรือหิมะ บันไดโล่ง บันไดลอยนอกอาคาร หรือบันไดที่มีการระบายอากาศตามธรรมชาติเป็นอย่างดีที่ทุกชั้น เป็นบันไดที่เหมาะสมและไว้ใจได้มากที่สุด การเปิดช่องระบายอากาศให้กับบันได จะต้องเป็นช่องระบายอากาศที่เปิดอย่างถาวร เช่น ช่องเกล็ดระบายอากาศ หรือช่องเปิดโล่ง และไม่ควรใช้กระจกบานกระทุ้ง หรือบานผลัก ซึ่งมักจะถูกปิดไว้เนื่องจากกลัวฝนเข้าอาคาร การพิจารณาตำแหน่งของช่องเปิด จะต้องให้ช่องเปิดอยู่ห่างจากช่องเปิดของอาคารที่เมื่อเกิดไฟไหม้จะนำควันไฟเข้าสู่บันไดได้ หากมีโอกาสให้บันไดได้แสงธรรมชาติจากภายนอกด้วยก็จะเป็นการดี แต่ไม่ควรใช้วิธีใส่กระจกที่ประตู เพราะช่องกระจกเป็นจุดอ่อนของประตูหนีไฟ และถึงแม้กระจกจะทนไฟได้ ไม่แตก แต่ก็มักจะป้องกันการแผ่รังสีความร้อนไม่ได้ นอกจากนี้กระจกทนไฟก็มีราคาแพงมาก

รูปที่ 3 ประตูเข้าสู่บันไดหลักเป็นประตูกระจกและเปิดออกจากบันได

บทความนี้ จะให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับ การปรับปรุงและแก้ไขปัญหา สำหรับบันไดหนีไฟในลักษณะต่างๆกัน

บันไดที่ไม่มีชานพัก

สถาปนิกมักจะลดพื้นที่บันไดโดยตัดชานพักบันไดออก และใช้โถงหรือทางเดินเป็นชานพักแทน ดังนั้นจึงไม่สามารถติดตั้งประตูที่บันไดได้ เนื่องจากเมื่อเปิดประตูก็จะเจอขั้นบันไดเลย

รูปที่ 4 บันไดภายในอาคารที่ไม่มีประตูปิด

ในเมื่อการปิดล้อมบันไดเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อไม่ให้บันไดมีสภาพเป็นปล่องไฟ และก็ไม่สามารถติดตั้งประตูที่หน้าบันไดได้ดังที่ได้กล่าวแล้ว การแก้ปัญหาจึงต้องใช้วิธีติดตั้งประตูทนไฟที่ทางเดินเข้าสู่บันไดทั้งสองด้าน และจัดให้พื้นที่บันไดและทางเดินหน้าบันไดนี้ เป็นพื้นที่ป้องกันไฟหรือพื้นที่ปลอดภัย

รูปที่ 5

โดยทั่วไปประตูทนไฟจะเป็นประตูบานเดี่ยว ซึ่งมีความกว้าง 0.90 ม.-1.20 ม. ดังนั้นหากทางเดินกว้างกว่าบานประตูไม่มาก ก็อาจจะใช้วิธีเสริมผนังด้านข้างของประตู แต่ถ้าทางเดินกว้างมาก ก็อาจจะทำประตูเป็นสองบาน โดยมีเสารับบานประตูตรงกลาง หากไม่ต้องการให้ประตูปิดทางเดินในการใช้งานตามปกติ ก็สามารถเปิดประตูค้างไว้ได้ โดยใช้ Magnetic Door Holder จับบานประตูไว้ ซึ่งจะปลดประตูและปล่อยให้ปิดโดยอัตโนมัติด้วย Door Closer เมื่อได้รับสัญญาณแจ้งเหตุอัคคีภัย

รูปที่ 6

รูปที่ 7

รูปที่ 8

รูปที่ 9 ประตูบานเลื่อน และมี personnel door อยู่ข้าง

บันไดที่ต้องวนออกนอกบันได

เป็นบันไดที่ต้องเข้า-ออกจากบันไดทุกชั้น จึงไม่สามารถใช้เป็นบันไดหนีไฟได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเกิดไฟไหม้ในชั้นล่างลงไป และการเข้า-ออกบันไดจะนำไปสู่พื้นที่ไฟไหม้นั้น

รูปที่ 10 บันไดหนีไฟที่ต้องวิ่งวนออกมานอกบันไดทุกชั้น

รูปที่ 11

บันไดเวียน

บันไดเวียนจัดอยู่ในบันไดประเภทสวยงาม และไม่นับว่าเป็นบันไดฉุกเฉิน เนื่องจากการที่ความกว้างของขั้นบันไดที่ส่วนตรงกลางบันไดที่แคบกว่าส่วนนอก ทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่ายเมื่อต้องใช้ในระหว่างที่เกิดเหตุฉุกเฉิน(อย่างไรก็ตาม ในมาตรฐานวสท.ยังคงอนุโลมให้ใช้ได้เฉพาะบ้านอยู่อาศัย หากความกว้างของลูกนอนส่วนที่แคบที่สุดไม่น้อยกว่า 15 ซม. โดยที่ความกว้างของลูกนอนที่ขอบนอกไม่น้อยกว่า 30 ซม.)

รูปที่ 12 ความเสียหายจากการใช้บันไดเวียนเป็นบันไดหนีไฟ

เหตุผลที่สถาปนิกเลือกใช้บันไดลักษณะนี้ ก็เพื่อการลดการใช้พื้นที่บันไดอีกเช่นกัน ดังนั้น หากพบว่าบันไดหนีไฟ จัดไว้เป็นบันไดเวียน ก็ควรจะรื้อและทำบันไดหนีไฟแบบที่มีขั้นบันไดและชานพักตามมาตรฐานปกติ น่าดีใจที่เจ้าของโรงแรมรอยัลจอมเทียนเข้าใจปัญหานี้ จึงได้แจ้งว่าได้รื้อบันไดหนีไฟที่เป็นบันไดเวียนออกไปแล้ว เพื่อจัดทำบันไดหนีไฟใหม่ให้ถูกต้อง

บันไดที่อยู่ห่างกันมาก

ตามข้อกำหนดในกฎกระทรวงระบุว่า บันไดหนีไฟจะต้องอยู่ห่างกันไม่เกิน 60 เมตร โดยนับจากกึ่งกลางประตูหนีไฟทั้งสองบาน และหากมีห้องที่อยู่ปลายทางตัน ประตูห้องนี้จะต้องอยู่ห่างจากประตูบันไดไม่เกิน 10 เมตร

รูปที่ 13

อาคารคอนโดมิเนียมชายทะเลหลายแห่งจะพบปัญหาว่า ห้องริมสุดที่หันรับวิวทะเล เป็นห้องที่อยู่ห่างจากบันไดหนีไฟมากในกรณีที่พบว่า ระยะห่างมากกว่าที่กำหนดนี้ วิธีการแก้ปัญหามีสองวิธีคือ 1. เพิ่มบันไดหนีไฟ 2. จัดพื้นที่ป้องกัน

สำหรับอาคารสาธารณะที่มีผู้ใช้สถานที่มาก หรือเมื่อระยะห่างจากปลายทางตันจนถึงบันไดมาก ควรจะหาทางเพิ่มบันไดหนีไฟ เพื่อไม่ให้เกิดปลายทางตัน แต่ถ้าทำไม่ได้จริงๆ ก็อาจจะแก้ปัญหาโดยการขยายพื้นที่ป้องกันบริเวณปลายที่เป็นทางตันเข้าหาบันได และติดตั้งผนังและประตูทนไฟ โดยให้ประตูทนไฟห่างจากประตูหนีไฟไม่เกิน 10 เมตร

ข้อกำหนดเกี่ยวกับจำนวนและตำแหน่งของบันไดหนีไฟ สามารถดูได้ในมาตรฐานของว.ส.ท. โดยมีหลักการว่าระยะห่างระหว่างประตูถึงประตูของบันไดหนีไฟ จะต้องไม่เกิน 60 เมตร และต้องให้ทางเลือกที่จะหนีไฟได้อีกทาง หากมีบันไดหนึ่งมีปัญหา หรือมีอุปสรรค หรือมีเพลิงขวางอยู่ หลักการนี้เป็นหลักสากลที่เรียกว่า 2-WAYS MEANS OF ESCAPE ซึ่งแม้แต่ห้องประชุมหรือห้องโถงขนาดใหญ่ ก็ต้องใช้หลักการเดียวกันนี้ คือจะต้องมีประตูทางออกที่อยู่คนละด้านของห้อง ในอดีต สถาปนิกเข้าใจว่า การกำหนดให้มีบันไดหนีไฟอย่างน้อย 2 ชุดนั้น จะวางบันไดอย่างไรก็ได้ จึงมีอาคารจำนวนมากที่วางบันได 2 ชุดไว้ในบริเวณเดียวกัน ในกรณีเช่นนี้ หากเกิดเพลิงไหม้ในบริเวณนั้น ก็จะไม่สามารถใช้บันไดตัวใดได้เลย

ขนาดและจำนวนของบันได ตามกฎหมายจะระบุไว้ว่าจะต้องสามารถลำเลียงคนออกจากอาคารได้ภายในเวลาไม่เกิน 1 ชั่วโมง โดยกำหนดจากความมั่นคงของอาคาร แต่อาคารที่เป็นอาคารสาธารณะ ซึ่งหมายถึงอาคารที่มีผู้ที่มาใช้อาคารจำนวนมากและอาจจะไม่คุ้นเคยกับอาคาร ควรจะต้องมีแผนในการอพยพ เนื่องจากการอพยพหนีไฟในคราวเดียว บันไดหนีไฟอาจจะรองรับไม่ได้ และอาจจะเกิดการชุลมุนวุ่นวายขึ้นได้ อาคารสูงหรืออาคารขนาดใหญ่อาจจะต้องจัดให้มีพื้นที่สำหรับเป็นที่พักเพื่อรอ งรับคนในกรณีฉุกเฉินได้ที่เรียกว่าพื้นที่หลบภัย ซึ่งจะช่วยให้การบริหารการอพยพหนีไฟทำได้ง่ายขึ้น

การลำเลียงคนออกจากอาคาร ถือว่าคนส่วนใหญ่จะต้องออกพ้นอาคารได้ก่อน 1 ชั่วโมง และคนสุดท้ายออกพ้นอาคารในเวลาไม่เกิน 1 ชั่วโมง การออกพ้นอาคารคือ ออกจากตัวอาคารที่ชั้นล่าง ในกรณีที่มีโรงภาพยนต์อยู่ในศูนย์การค้า ต้องคิดว่าคนออกจากโรงภาพยนต์จนหนีออกจากศูนย์การค้าที่ชั้นล่าง อย่างช้าที่สุดจะต้องน้อยกว่า 1 ชั่วโมง และภายในเวลา 1 ชั่วโมงนี้ ใช้สมมติฐานว่าคนที่ยังคงค้างอยู่จะต้องอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย เช่น บันไดหนีไฟ หรือพื้นที่หลบภัยเท่านั้น ดังนั้นการพิจารณาจะต้องพิจารณาทางหนีไฟตลอดทั้งเส้นทาง อาคารประเภทอินดอร์สเตเดี้ยมมักจะใช้เวลาในการอพยพไม่เกิน 30 นาที หรือสถานีรถไฟฟ้ามักจะให้เวลาในการอพยพไม่เกิน 10 นาที

รูปที่ 14ลักษณะที่ถูกต้องของบันได มีรายละเอียดในมาตรฐานของว.ส.ท.

ระยะสัญจรและระยะทางตันตามมาตรฐาน วสท.

(ระยะทางตันตามกฎกระทรวงจะต้องไม่เกิน 10 ม.)

ในกรณีที่บันไดหนีไฟสองชุดอยู่ห่างกันมากกว่า 60 เมตรไม่มาก ก็สามารถใช้วิธีขยายพื้นที่ป้องกัน เพื่อให้ประตูหนีไฟทั้งสองบานห่างกันไม่เกิน 60 เมตรได้เช่นกัน

บันไดที่มีประตูล้ำเข้าไปในชานพัก

รูปที่ 15

การที่ประตูเปิดล้ำเข้าไปในชานพักบันได ทำให้กีดขวางในขณะหนีไฟ ดังนั้นในมาตรฐานวสท.จึงกำหนดให้ประตูไม่ล้ำเข้าไปในทางสัญจรของบันได หรือการล้ำของประตูเข้าไปในชานพักได้ไม่เกิน 10 ซม. ส่วนในประกาศของกรุงเทพมหานครจะกำหนดให้ชานพักต้องมีความกว้างอย่างน้อย 1.20 เท่าของความกว้างของบันได และใน NFPA 101 จะระบุให้เมื่อเปิดประตูแล้ว จะต้องคงเหลือทางหนีไฟที่ชานพักสุทธิไม่น้อยกว่า 84 ซม. สำหรับอาคารใหม่ และ 55.9 ซม. สำหรับอาคารเก่า การแก้ปัญหาเนื่องจากการเปิดประตูล้ำเข้าไปในชานพักบันได ใช้วิธีขยายชานพักบันได หรือต่อทางเดินเข้าสู่บันไดออกมา

รูปที่ 16-1 สภาพก่อนการปรับปรุง

รูปที่ 16-2 สภาพภายหลังการปรับปรุง

บันไดลอย

บันไดลอยภายนอกอาคารที่มีโครงสร้างที่แข็งแรงและทนไฟ เป็นบันไดที่ปลอดภัย เนื่องจากไม่ได้มีลักษณะเป็นปล่องไฟและมีการระบายอากาศที่ดี โดยมีเงื่อนไขดังนี้คือ 1. ผนังอาคารด้านที่ติดกับบันได จะต้องเป็นผนังทนไฟ 2. ผนังทนไฟด้านที่ติดกับบันไดนี้ จะต้องมีความกว้างกว่าความกว้างของบันไดที่หันเข้าหาอาคารไม่น้อยกว่าข้างละ 3 เมตร 3. ในกรณีที่ไม่สามารถทำผนังทนไฟออกไปด้านละ 3 เมตร และหากด้านข้างของบันไดทำมุมกับผนังอาคารน้อยกว่า 180 องศา ด้านข้างของบันไดนั้นจะต้องเป็นผนังทนไฟ 4. หากผนังทนไฟนี้มีช่องเปิด จะต้องปิดเองได้โดยอัตโนมัติ และสามารถทนไฟได้ไม่น้อยกว่า 45 นาที

รูปที่ 17

รูปที่ 18 บันไดโล่งนอกอาคาร แต่ผนังอาคารด้านที่ติด บันไดต้องเป็นผนังทนไฟด้วย

บันไดลอยที่ประกอบจากเหล็กโครงสร้าง(Structural Steel) และมีการป้องกันอันตรายจากอาคารดังกล่าวแล้ว ถือว่ามีอัตราการทนไฟที่ยอมรับได้ ไม่จำเป็นต้องหุ้มกันไฟอีก การสร้างบันไดลอยนอกอาคาร เป็นทางออกที่ดีทางหนึ่งในการเพิ่มบันไดหนีไฟ ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาแบบตรงไปตรงมา และไม่ต้องพึ่งระบบอัดอากาศทางกล ที่มักจะมีปัญหาการควบคุมความดันอากาศ และความเสี่ยงจากการที่พัดลมอัดอากาศไม่ทำงาน อย่างไรก็ตาม การสร้างบันไดเพิ่มนี้ ตามกฎหมายในปัจจุบัน อาจจะถือว่าเข้าข่ายการดัดแปลงอาคารได้ จึงควรทำเรื่องเพื่อขออนุญาตในการขอสร้างบันไดหนีไฟ โดยมีจุดประสงค์เพื่อเสริมความปลอดภัยของอาคาร ซึ่งกรมโยธาธิการและกรุงเทพมหานคร ก็จะอนุญาต เนื่องจากมีนโยบายส่งเสริมความปลอดภัยของอาคารอยู่แล้ว หากการสร้างบันไดหนีไฟนี้ ไม่ได้ก่อให้เกิดปัญหาอื่นตามมา

รูปที่ 19

การป้องกันควันไฟ

การป้องกันควันไฟเข้าสู่บันได เป็นเรื่องที่สำคัญ โดยมีวิธีการอยู่ 3 วิธี คือ 1. การจัดให้บันไดหนีไฟมีการระบายอากาศที่ดี และไม่มีลักษณะเป็นปล่องไฟ 2. การจัดให้มีโถงกันควัน(Smoke Lobby) 3. การจัดให้มีระบบอัดอากาศในบันได

รูปที่ 20 ช่องเปิดระบายอากาศที่บันไดหนีไฟกำลังรอใส่เกล็ดอลูมิเนียมติดตาย

รูปที่ 21

วิธีการที่ 1 และ 3 เป็นวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวงฉบับที่ 33(2535)และฉบับที่50(2540) ส่วนวิธีการที่ 2 ได้มีการกล่าวถึงในมาตรฐานของวสท. นอกจากจะต้องดำเนินการตามวิธีการที่ 1 และ 3 แล้ว ยังแนะนำว่าอาคารที่สูงเกินกว่า 5 ชั้น ควรจะมีบันไดหนีไฟอย่างน้อย 1 ตัวที่มีโถงกันควันไฟนี้ เนื่องจากเห็นว่า การที่บันไดมีโถงปลอดควัน เป็นการลดความเสี่ยงจากอันตรายจากควันไฟ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของอันตราย และเป็นความจำเป็น นอกจากนี้ ยังช่วยลดอันตรายกับเจ้าพนักงานดับเพลิงในขณะเข้าผจญเพลิงอีกด้วย ดังนั้น จึงควรพิจารณาจัดให้มีการป้องกันควันไฟ ด้วยวิธีการดังกล่าวข้างต้นนี้ด้วย

ประตูหนีไฟ

ประตูหนีไฟหมายถึงประตูสำหรับปิดบันไดหนีไฟและทางหนีไฟ ซึ่งจะต้องได้รับการทดสอบอัตราการทนไฟตามมาตรฐานสากล เช่น ASTM E-119 ประตูเหล็กธรรมดาไม่ใช่ประตูหนีไฟ เนื่องจากไม่สามารถกันความร้อน กันควันไฟ และยังเกิดการบิดงอได้เมื่ออุณหภูมิสูง

รูปที่ 22 ประตูของห้องจัดงานตามมาตรฐานสากลทุกห้องจะใช้ Push Bar

รูปที่ 23 ประตูกันไฟที่ปิดระหว่างทางเชื่อมระหว่างปีกของอาคาร

องค์ประกอบประตูทนไฟในการทดสอบ รวมถึงกรอบประตูและบานพับ

นอกจากนี้ อุปกรณ์ผลักประตูจะต้องใช้Panic Bar หรือPush Barซึ่งถือว่าเป็นกุญแจหรือกลอนที่สามารถเปิดออกได้จากภายใน โดยไม่ต้องใช้ลูกกุญแจ หรือใช้วิธีการพิเศษ และมี Door Closerเพื่อทำหน้าที่ปิดประตูได้โดยอัตโนมัติ กุญแจลูกบิดธรรมดา ใช้กับประตูหนีไฟไม่ได้ เนื่องจากอาจจะปิดล็อกและเปิดไม่ได้ เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน ในมาตรฐานวสท.ยังกำหนดว่า อาคารเสี่ยงอันตรายสูง หรือห้องที่มีความจุคนเกินกว่า 50 คน บานประตูจะต้องเปิดออกไปตามทิศทางของการหนีออกจากอาคาร

รูปที่ 24 ปัญหาของการใช้ลูกบิดที่ประตูหนีไฟ และการใส่กุญแจล็อค

ทางหนีไฟ 2 ทาง

หลักการจัดวางทางหนีไฟที่ถูกต้อง จะต้องจัดทางที่นำไปสู่ทางหนีไฟอย่างน้อย 2 ทาง โดยที่หลักการนี้ ถือว่าเป็นหลักการพื้นฐาน และใช้ในทุกกรณี รวมทั้งห้องที่มีการชุมนุมมากกว่า 50 คน ทั้งนี้ ประตูหรือทางหนีไฟทั้ง 2 ทางนี้ จะต้องอยู่คนละด้านของห้อง หรืออยู่ห่างกันไม่น้อยกว่า 1/2 ของระยะทะแยงที่มากที่สุดของห้อง อาคารที่ใช้บันไดหนีไฟ 2 ชุด ร่วมในพื้นที่เดียวกัน (Scissor Stair) จะต้องตรวจสอบว่า หลักการ หนีไฟ 2 ทางนี้ เป็นปัญหาหรือไม่ เนื่องจาก บันไดในลักษณะนี้ จะมีประตูหนีไฟที่อยู่ใกล้กัน หากพบว่า มีปัญหา จะต้องจัดทำทางหนีไฟให้สามารถ วนรอบ ถึงกัน

รูปที่ 25

ผนังทนไฟ

ผนังทนไฟจะใช้ในการปิดล้อมบันได และกั้นพื้นที่ป้องกัน โดยผนังทนไฟจะต้องมีคุณสมบัติดังนี้คือ 1. มีอัตราการทนไฟตามที่กำหนด ซึ่งส่วนมากจะเป็น 1 ชั่วโมงหรือ 2 ชั่วโมง 2. จะต้องแข็งแรง ไม่ล้มเมื่อถูกไฟเผา 3. จะต้องกั้นชนพื้นถึงพื้น 4. หากมีช่องเปิด ก็จะต้องอุดปิดด้วยวัสดุกันไฟ 5. ควรจะมีป้ายแสดงว่าเป็นผนังทนไฟ

อาคาร จำนวนมากใช้ผนังกระจกปิดล้อมบันได ซึ่งกระจกเหล่านี้จะแตกเมื่อรับความร้อน จึงควรเปลี่ยนเป็นผนังและใช้ประตูทนไฟ โดย หากใน เวลาปกติ ต้องการเปิดประตูไว้เพื่อใช้เป็นทางสัญจร ก็สามารถใช้Magnetic Door Holderจับประตูให้เปิดไว้ได้ ตาม ตัวอย่าง ที่ได้กล่าวแล้ว

รูปที่ 26 ผนังแยก Back of House เป็น Fire Wall มีป้ายแสดงไว้ชัดเจน

ท่อที่อยู่ในบันได

อาคารหลายแห่งพบว่าวิศวกรจำเป็นที่จะต้องติดตั้งระบบท่อต่างๆในพื้นที่บันได เนื่องจากสถาปนิกไม่จัดที่เดินท่อไว้ให้ ซึ่งเป็น ความผิดพลาด ในการออกแบบในอดีต

รูปที่ 27 ช่องท่อและประตูหนีไฟที่จัดสร้างไม่ถูกต้อง

การเดินท่อในพื้นที่บันได สร้างปัญหาการกีดขวางในบันได ทำให้มีวัสดุติดไฟในบันได และเป็นช่องทางให้ไฟ ทั้งในแนวดิ่งและแนวราบ เนื่องจากการที่ท่อต้องเดินผ่านพื้นและผนัง ดังนั้น ท่อที่อยู่ในบันได จึงควรจะมีเฉพาะท่อส่งน้ำดับเพลิง หรือหากจะต้องมีท่อน้ำฝน ก็ต้องใช้ท่อเหล็ก ไม่ใช้ท่อพีวีซี หากอาคารใด มีท่อส่งผ้า ปล่องขยะ ปล่องลิฟต์ส่งเอกสารในพื้นที่บันได ก็ควรยกเลิกเสีย

ขั้นบันได

โดยทั่วไปควรจะมีความกว้างของลูกนอนไม่น้อยกว่า 22 ซม.และความสูงของลูกตั้งไม่เกิน 20 ซม. และมีพื้นที่เรียบแต่ไม่ลื่น(พื้นปูนขัดมัน โดยที่บริเวณจมูกของขั้นบันไดทำลายหยาบเพื่อกันลื่น ก็ใช้ได้แล้ว) ไม่ควรปูกระเบื้องยางในบันได หรือปูพรม เนื่องจากเป็นวัสดุติดไฟ และก่อให้เกิดก๊าซพิษเมื่อได้รับความร้อน แม้แต่การปูกระเบื้อง ก็ต้องระวังการลื่นและกระเบื้องที่แตกในภายหลัง รวมทั้งขนาดของขั้นบันไดที่เปลี่ยนไป อาคารจำนวนมากที่ไม่ถูกต้อง และต้องแก้ไขในเรื่องนี้